สรุปงานสัมมนา K WEALTH Investment Forum 2026

กดฟัง
หยุด
  • โลกเปลี่ยน วิธีลงทุนก็ต้องเปลี่ยนตาม AI ช่วยหาข้อมูลได้ แต่คนตัดสินใจคือเรา ข้อมูลหาง่ายขึ้น แต่สิ่งที่สร้างผลลัพธ์จริงคือ "วินัย" ในการลงทุน ไม่ใช่ความเร็วในการกดซื้อ
  • โลกเข้าสู่ยุค "3S" ทุกประเทศกำลังกังวลเรื่อง Security (พลังงาน อาหาร) Stability (การเมือง เศรษฐกิจ) และ S-Curve ความต้องการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ (AI, พลังงานสะอาด) ไทยมีจุดแข็งเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ และระบบการเงินที่แข็งแกร่ง แต่ยังอ่อนเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ถ้าไทยเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ จะมีเงินลงทุนจากบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยอีก แต่ "โอกาส" มีจำกัด ต้องรีบปรับเปลี่ยน
  • โอกาสการลงทุนยังเปิดกว้างในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะธีม AI, Infrastructure, Global Multi-Asset และ Fixed Income คุณภาพสูง ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตและความมั่นคงให้พอร์ต

K WEALTH Investment Forum 2026: The Signal Compass เข็มทิศการลงทุนในโลกที่เต็มไปด้วยสัญญาณและความไม่แน่นอน

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี และสังคมผู้สูงอายุ K WEALTH ได้รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็น "สัญญาณสำคัญ" และกำหนดทิศทางการลงทุนได้อย่างมั่นใจในระยะยาว มีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างไร สรุปได้ในบทความเดียว


Session 1: ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์, President, KASIKORNBANK


"มองโลกผ่านสัญญาณสำคัญ ก่อนตัดสินใจลงทุน"

โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • Geopolitics ที่ส่งผลต่อ Supply Chain และเศรษฐกิจโลก
  • Aging Society ที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต การออม และการลงทุน
  • Artificial Intelligence (AI) ที่กำลังเปลี่ยนทุกอุตสาหกรรมและพฤติกรรมการตัดสินใจของมนุษย์

ในโลกที่มีข้อมูลมหาศาล นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องมี "Purpose, Priority และ Pathway" เพื่อคัดกรองสัญญาณที่สำคัญ และตัดสินใจอย่างมีวินัย


สิ่งที่ควรทำ คือ 1.หยุดวิ่งตามข่าวรายวัน 2.เริ่มจากเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายการลงทุนของตนเอง และ 3.เลือกข้อมูลที่สำคัญต่อแผนการเงินมากกว่าข่าวที่สร้างอารมณ์


Session 2: ดร. สันติธาร เสถียรไทย, ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์มหภาค และนโยบายการคลังของประเทศ

"ประเทศไทยในโลกใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย 3S"

ภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับ 3S มากขึ้น ได้แก่

  • Security ความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และภูมิรัฐศาสตร์ เปลี่ยนจาก Just in Time ที่เน้นประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการบริหารต้นทุน เป็น Just in Case เน้นความยืดหยุ่น (Resilience) จากความไม่แน่นอน
  • Stability เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน เช่น ค่าเงินบาท ที่มีเสถียรภาพกว่าประเทศในแถบอาเซียน ทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินได้ราบรื่น และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ถือว่าวินัยการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี
  • S-curve การเปลี่ยนอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่มีวัยทำงานลดลง และสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ต่ำกว่า 30% (ค่าเฉลี่ย) เป็นเวลากว่า 20 ปี ทำให้ต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ คือ

  1. Stabilize Today เป็นการประคองผ่านนโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส ทั้งกลุ่มผู้บริโภค 26 ล้านคน และ กลุ่มผู้ค้า 1 ล้านราย ให้ใช้จ่ายกับร้านค้าหรือคนตัวเล็กเท่านั้น
  2. Transition Now ถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่าน เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือความท้าทายระดับโลก เช่น พลังงานสะอาด การขนส่งและเทคโนโลยีสีเขียว
  3. Invest for Tomorrow: ยุทธศาสตร์ “Trusted Connector” ที่เป็นจุดเชื่อมโยงได้กับทุกประเทศ โดยภาครัฐและเอกชนร่วมกันหา 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ท่องเที่ยว พลังงานสะอาด เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (อุตสาหกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรม Content และการออกแบบ) สุขภาพและเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก และอาหาร

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน คือ

  • มองการลงทุนผ่าน "ธีมระยะยาว" มากกว่าปัจจัยระยะสั้น
  • จับตาโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • กระจายการลงทุนไปยังธีมที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

Session 3: Panel Discussion มี 3 ผู้เชี่ยวชาญ คือ

1. Mr. John Woods, Chief Investment Officer, Asia and Head of Investment Solutions, Asia, Lombard Odier


2. Mr. Alexander Treves, APAC Head of Investment Specialist for Emerging Market and Asia Pacific Equities, J.P. Morgan Asset Management


และ 3.คุณ ศิริพร สุวรรณการ, Chief Portfolio Strategist, KASIKORNBANK


"ลงทุนอย่างไรในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน"
1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยที่นักลงทุนหลายคนกังวล มีมุมมองและคำแนะนำการลงทุนอย่างไร?

Mr. John Wood จาก Lombard Odier มีมุมมองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ยิ่งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยิ่งพุ่งสูง ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง แต่ไม่ได้มองว่าจะแย่จนเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)


ส่วน Mr. Alexander Traves จาก J.P. Morgan Asset Management มีมุมมองว่า ปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะผันผวนระยะสั้น และกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโต ทำให้ภาพเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาพ "ขยายตัวต่อ" มากกว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย


คุณศิริพร สุวรรณการ K WEALTH CIO มีคำแนะนำลงทุน เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะ "No Recession but No Boom" คือไม่ถดถอยแต่ก็ไม่ได้โตมาก ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด คือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่เรื่องสงครามอย่างเดียว ดังนั้น ไม่ต้องรีบไล่ซื้อ แต่อย่ารอจนพลาดโอกาสลงทุน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Multi-Asset เช่น K-WeatlhPLUS Series หรือ K-ALLROADS Series เป็น Core Port เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน ไม่ควรจับจังหวะลงทุนจากข่าวระยะสั้น


ไม่ต้องรีบไล่ซื้อ แต่อย่ารอจนพลาด เศรษฐกิจโลกไม่ถดถอย แต่ก็ไม่บูม ทางที่ดีคือ Stay Invested วางเงินหลักไว้ใน Global Multi-Asset (เช่น K-WealthPLUS Series หรือ K-ALLROADS Series) ให้ผู้จัดการกองทุนระดับโลกช่วยดูแลกระจายความเสี่ยงให้


2. หุ้น AI ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ แม้ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว?

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญของ Lombard Odier มองว่า AI ยังอยู่ในวัฏจักรการเติบโตระยะยาว และเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้อง Selective มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะได้รับประโยชน์เท่ากัน และมองว่า Valuation ในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ซึ่งอยู่ใน Ecosystem ของ AI Supply Chain ถูกกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียดูมีความน่าสนใจมากกว่า


ด้าน J.P. Morgan Asset Management มีมุมมอง ว่า AI ยังไม่จบ และยังอยู่ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ โดยมีเม็ดเงินลงทุน (Capex) ของบริษัทเทคโนโลยียังคงเติบโตต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ Lombard.Odier ส่วนผลประโยชน์จาก AI เริ่มกระจายจาก Hyperscaler ไปสู่หลายอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น Infrastructure, Data Center, Semiconductor และ Utilities ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ มากกว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำ และให้สนใจ Earning Growth มากกว่าราคาหุ้นว่าขึ้นมาแล้วกี่ %


K WEALTH มีมุมมอง AI ยังไปต่อได้ แต่ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น รอบแรกของ AI นักลงทุนได้ประโยชน์จาก Big Tech รอบต่อไปผลกำไรจะกระจายสู่บริษัทขนาดกลาง หุ้น Small Cap และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น โดย

  • สำหรับผู้รับความเสี่ยงปานกลาง แนะนำ กองทุน K-GINFRA ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลก ได้ประโยชน์จาก Data Center Fiber Network ระบบไฟฟ้า Energy Infrastructure ที่เป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคงและผันผวนน้อยกว่าหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง
  • สำหรับผู้รับความเสี่ยงสูง แนะนำ กองทุน ES-GTECH ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารเชิงรุก (Active Management) สามารถหมุนพอร์ตตามธีม AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกองทุน SCBRS2000 หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการกระจายตัวของกำไรและการฟื้นตัวของ Earnings Growth

3. มุมมองเรื่องอัตราดอกเบี้ย และโอกาสลงทุนในตราสารหนี้

Lombard Odier มีมุมมอง หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะลดลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินได้มากขึ้น ทิศทางดอกเบี้ยระยะยาวจึงมีแนวโน้มลดลงในอนาคต


J.P. Morgan Asset Management มีมุมมอง ตลาดเริ่มมองไปยังจังหวะลดดอกเบี้ยมากกว่าขึ้นดอกเบี้ย ปัจจุบัน Bond Yield ยังอยู่ในระดับที่จูงใจเมื่อเทียบกับอดีต ตราสารหนี้กลับมาเป็น Asset Class ที่สร้างรายได้ (Income) ได้จริงอีกครั้ง


มุมมอง K WEALTH จาก US Treasury 10-Year Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจาก Coupon ในระดับที่น่าสนใจได้ทันที ซึ่งต่างจากมุมมองในช่วงต้นปี ที่คาดว่าดอกเบี้ยลดลงในอนาคต จะได้ประโยชน์เพิ่มจาก Capital Gain ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และทำให้ชะลอการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง



คำแนะนำการลงทุน กองทุนเด่น K-GDBOND ที่กองทุนหลักมี PIMCO เป็นผู้จัดการกองทุนบริหาร Duration เชิงรุกปรับพอร์ตไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลก เน้นสร้างผลตอบแทนจาก Coupon Rate ที่ยังอยู่ในระดับสูง


Session 4: คุณวีระพล บดีรัฐ, Head of K Wealth Advisor, KASIKORNBANK


"ลงทุนให้ชนะ ไม่ใช่เดาว่าลงทุนอะไรแล้วจะกำไร แต่คือมีระบบที่ดี"
  • แบ่งเงินลงทุนให้ชัด 2 ก้อน — ก้อนหลัก (Core) วางยาวไม่ยุ่งบ่อย เช่น Multi-Asset / ก้อนเสริม (Satellite) จับจังหวะตามธีมที่สนใจ เช่น AI, เทค → พอแยกแบบนี้ เวลาตลาดผันผวน จะรู้ทันทีว่าส่วนไหนควรนิ่ง ส่วนไหนต้องดู
  • ก่อนกดซื้อทุกครั้ง จด 3 อย่างไว้ใน K PLUS
    1. ซื้อเพราะอะไร? (Why Buy) → เขียนไว้ใน "โน้ตส่วนตัว" ของกองทุน เพื่อช่วยให้ทีมงานดูแลพอร์ตให้ตรงใจมากขึ้น
    2. ตั้งเป้าหมายราคา ได้ทั้งกำไร และขาดทุน? → ตั้ง Target Alert แล้วกลับไปอ่านเหตุผลตัวเองในข้อ 1 ถ้ายังตรงกับเหตุผลในการซื้อ และพื้นฐานยังดี ราคาลง = โอกาสซื้อเพิ่ม ถ้าเหตุผลในการซื้อเปลี่ยนไป อาจต้องปรับเปลี่ยนกองทุน
    3. สัดส่วนเท่าไหร่ที่นอนหลับสบาย? → ถ้ากอง Satellite แค่ 2% ของพอร์ต ลงไป 20% ก็ไม่เจ็บ แต่ถ้าเป็น 40% อาจนอนไม่หลับ
  • อย่าลงทุนคนเดียว เปิดประตูให้ K WEALTH ช่วยดูแล — เปิดรับการแจ้งเตือน เปิดรับคำแนะนำ ใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นตัวช่วย เพราะ "นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ทายอนาคตได้แม่นยำ แต่คือผู้ที่เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ได้ดีที่สุด"

แม้เศรษฐกิจโลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ทุกความเปลี่ยนแปลงล้วนมี "สัญญาณ" ให้มองเห็นเสมอ ผู้ที่สามารถตีความสัญญาณเหล่านั้นได้ มีวินัยในการลงทุน และยึดเป้าหมายระยะยาวเป็นศูนย์กลางจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่ง K WEALTH มีตัวช่วยในการดูแลพอร์ตลูกค้าตลอดเส้นทางการลงทุน พร้อมผู้ช่วยเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-GDBOND: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-GINFRA-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-GINFRA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
    • K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-GDBOND: T+2
    • K-GINFRA-A(D): T+4
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHสุนิติ ถนัดวณิชย์ CFP®

Back to top